แลกเปลี่ยน เรียนรู้ ดูชีวิต

ชุมชนแห่งการเรียนรู้และแบ่งปัน

Smart Farm

leave a comment »

ต่อจากนี้ไป blog นี้ จะเป็นช่องทางการนำเสนอเรื่องราวของความพยายามที่จะเอาเทคโนโลยีสารสนเทศไปเป็นส่วนหนึ่งของการติดอาวุธทางความคิด และการปรับ mindset ของการเกษตรในยุคที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรงและการเอาเปรียบกันทางการค้าโดยอ้างอิงข้อมูลวิทยาศาสตร์ ซึ่งภาคการผลิตการเกษตรของประเทศจำเป็นต้องปรับตัวให้สามารถรับมือกับคลื่นใหญ่ที่ถาถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว

Smart Farm เป็นหนึ่งในโครงการของเนคเทคที่จะนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศที่ประดิษฐิ์หรือพัฒนาโดยคนไทยเพื่อให้เกษตรกรไทยได้สามารถพัฒนาพื้นฐานข้อมูล มีเทคโนโลยีที่ช่วยในการผลิต การมีเครือข่ายข้อมูลเพื่อท้องถิ่น เพื่อการคงไว้ซึ่งฐานการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญของโลกอย่างยั่งยืน

Written by khunpisuth

มกราคม 31, 2010 at 2:00 pm

บันทึกโพสใน เกษตรเพื่อชีวิต

Tagged with

Science in Action ฉบับพิเศษ

leave a comment »

วารสาร Science in Action ฉบับพิเศษประจำเดือนตุลาคมนี้ หัวข้อ “ทรัพยากรไทยผันสู่วิถีใหม่…ในฐานไทย” พบกับเรื่องราวเกี่ยวกับโครงการอนุรักษ์พันธุกรรม

00cover05 02-03content07

พืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ความเป็นมา เบื้องหลังการทำงาน ผลงานในระดับโรงเรียนที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ชุมชน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ที่าร่วมกันประสานใจในการปกปักพันธุกรรมพืชและสัตว์อันหลากหลายของประเทศ ในฉบับนี้มีเรื่องราวของชุมชนบางสีทอง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ที่ร่วมสนองพระราชดำริฯด้วยการอนุรักษ์ทุเรียนนนท์ และนำทุเรียนนนท์ที่สูญไปจากพื้นที่คืนถิ่นอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีโครงการที่จะเปิดพื้นที่สวนผลไม้เพื่อการท่องเทียวเชิงอนุรักษ์เพื่อให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของความเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่สวนผลไม้ภาคกลางที่มีความลงตัวในเรื่องการออกแบบพื้นที่และการผสมผสานของพรรณไม้อีกด้วย เช่นเดียวกับเรื่องการอนุรักษ์ไม้ผลไทยในเขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร การกลับมาของส้มบางมดและลิ้นจี่ ที่เคยสร้างชื่อให้กับชุมชนแห่งนี้มาเป็นเวลานาน

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานเพื่อชมผลงานและหาความรู้จากการร่วมแสดงเผลงานของโรงเรียนสมาชิกสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน หน่วยดงานภาครัฐและเอกชน และชุมชน เชิญได้ระหว่างวันที่ 19-25 ตุลาคม 2552 นี้ิ ณ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จ.ชลบุรี

สถานการณ์ชาวนาญี่ปุ่น

leave a comment »

ข้าวเป็นอาหารหลักของคนญี่ปุ่นเช่นเดียวกับคนไทย แต่อายุเฉลี่ยของชาวนาญี่ปุ่นในขณะนี้คือ 60 ปี ในขณะที่ลูกหลานชาวนาก็หันไปประกอบอาชีพอื่นที่ทำรายได้ได้ดีกว่า และมีชีวิตที่สะดวกสะบายกว่า เหตุการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกับประเทศไทย ถึงแม้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นทุกสมัยจะให้การสนับสนุนเงินช่วยแก่ชาวนาอย่างเต็มที่

DSC_0404 นาข้าวบ้านแป้นโป่งชัย

จากการสำรวจปริมาณการบริโภคข้าวต่อหัวของประชากรญี่ปุ่นในปี 2006 โดยกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงพบว่าคนญี่ปุ่นบริโภคข้าวเฉลี่ยคนละ 61 กก.ต่อปี ปริมาณการบริโภคนี้มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ จาก 115 กก.ต่อคนในปี 1960 ทั้งนี้เนื่องจากกระแสการบริโภคตามวัฒนธรรมตะวันตก ทำให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไป

ในปี 2005 ประเทศญี่ปุ่นมีชาวนาอยู่ประมาณ 1.4 ล้านครัวเรือน ลดลงจาก 1.75 ล้านครัวเรือนในปี 2000 รายได้ของชาวนาจากที่นาขนาด 3,000 ตารางเมตร เฉลี่ยประมาณ 187,070 บาท ต่อปี ชาวนาส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพอื่นเสริมเพื่อหารายได้เพิ่มขึ้น ผลจากการสำรวจในปี 2005 จากชาวนา 1.4 ล้านครัวเรือน มีเพียง 269,167 ครัวเรือนเท่านั้นที่ทำนาเพียงอย่างเดียว 372,894 ครัวเรือนประกอบอาชีพอื่นด้วย และชาวนาที่มีอายุเฉลี่ยมากกว่า 65 ปี ใช้เวลาในแปลงนาน้อยกว่า 60 วันต่อปี

จากตัวเลขของ Rice Price Center ระบุว่า ต้นทุนการผลิตข้าว 60 กก.เฉลี่ยประมาณ 6 พันบาท แต่ชาวนาขายให้พ่อค้าในราคา 5,300 บาท นั่นคือรัฐบาลต้องเข้ามาให้การสนับสนุนเพื่อให้ชาวนาสามารถอยู่ได้ ประมาณ 90%ของช่องว่างของรายได้ที่ควรได้รับ สถานการณ์ราคาก็มีแนวโน้มลดลงเป็นไปตามความต้องการบริโภคที่ลดลง ต้นทุนการผลิตที่สูงเพราะพื้นถือครองต่ำและส่วนใหญ่เป็นอาชีพเสริม ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็ให้เงินสนับสนุนต่อชาวนาที่หันไปปลูกพืชอื่น เพื่อลดประมาณการผลิตและทำให้กลไกราคาไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เช่น ให้เงินสนับสนุน 13,000 บาทต่อพื้นที่ 1,000 ตารางเมตรหากเปลี่ยนไปปลูกถั่วเหลืองหรือข้าวสาลีเป็นต้น จากนโยบายดังกล่าว ทำให้สามารถลดพื้นที่ปลูกข้าวได้ 41% ในปี 2008

เพื่อปกป้องชาวนาในประเทศรัฐบาลญี่ปุ่นได้ตั้งกำแพงภาษีไว้ 150 บาททุก 1 กก.ของข้าวที่นำเข้า ญี่ปุ่นนำเข้าข้าวประมาณ 5.9% (767,000 ตัน) ของตลาดในประเทศ ขณะที่มีการส่งออกข้าวเป็นมูลค่าประมาณ 240 ล้านบาทในปี 2008

จากบทความของ Natsuko Fukue, The Japan Times, 06/10/2009

Written by khunpisuth

ตุลาคม 7, 2009 at 8:23 am

ดูข้อมูลสภาพอากาศด้วยตัวเอง

leave a comment »

วันนี้ขอนำเสนอข้อมูลสภาพอากาศที่อาจเป็นประโยชน์ในช่วงฤดูฝนนี้ ข้อมูลแรกเป็นภาพถ่ายดาวเทียมแสดงกลุ่มฝนและความชื้นของอากาศบริเวณประเทศไทยและอินโดจีน เป็นข้อมูลจากมหาวิทยาลัยโคชิ ประเทศญี่ปุ่น

00Latest

และให้ดูประกอบกันกับเส้นทางพายุ ซึ่งติดตามการเคลื่อนไหวตั้งแต่ก่อตัว ทิศทาง ความเร็วลม เป็นข้อมูลจากมหาวิทยาลัยฮาวาย ในภาพจะเห็นการทำนายทิศทางของไต้ฝุ่น Chai-wan ในแปซิฟิค

nwp.latest

หมายเหตุ เวลาบนหน้าจอจากทั้งสองแหล่งข้อมูลเป็น GMT ขอให้บวกด้วย 7 จะเป็นเวลาในประเทศครับ

Written by khunpisuth

กันยายน 17, 2009 at 2:41 pm

ผักปลัง…สู่เจลลดไข้

leave a comment »

ต้นผักปลัง ดอกผักปลัง รากผักปลัง

ผลงานจากการเรียนรู้ของน้องๆโรงเรียนดรุณดรุณี จ.สุโขทัย เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจครับ สำหรับท่านที่ยังไม่เคยได้ยินชื่อผักปลังมาก่อน ผักปลังเป็นผักพื้นบ้านชนิดหนึ่งในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพืชล้มลุกลักษณะเป็นเถา ลำต้นและใบมีความอวบน้ำ ผักปลังสามารถนำมาประกอบอาหารพื้นบ้านโดยใช้ส่วนของดอกและยอดอ่อนมาทำแกงส้มในภาคเหนือ และนำมาใส่แกงแหนมในอิสาน ยอดอ่อนสามารถทานกับน้ำพริกได้ ในส่วนของใบและยอดอ่อนจะประกอบด้วย แคลเซี่ยม เหล็ก เบต้าแคโรทีน วิตามิน เอ บี นอกจากนี้ผลสุกของผักปลังจะมีสีม่วงแดงใส่เป็นสีธรรมชาติในการทำขนม

ยำผักปลัง แกงผักปลัง

หรือใช้สรรพคุณทางสมุนไพร เนื่องจากผักชนิดนี้มีกากมากจะช่วยในการหล่อลื่นลำไส้สำหรับคนที่มีปัญหาท้องผูก แก้ร้อนใน แก้ผื่นคัน น้องๆโรงเรียนดรุณดรุณีได้พัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากผักปลัง ได้แก่ ลูกประคบจากรากผักปลัง แป้งรักษาโรคเกลื้อนจากดอก ยาหม่องและสบู่จากราก และเจลลดไข้

จากการศึกษาของเด็กๆทราบว่าผักชนิดนี้มีเมือกมาก เมื่อตรวจสอบอัตราการระเหยน้ำในเมือกปรากฏว่ามีการระเหยช้ามาก ทำให้อุณหภูมิของเมือกต่ำกว่าอุณหภูมิภายนอก จึงได้พัฒนาเมือกจากผักปลังมาเป็นเจลที่ช่วยลดอุณหภูมิสำหรับคนที่เป็นไข้และเจลลดอาการปวดร้อนของแผลที่ถูกไฟไหม้ ผลการเรียนรู้เช่นนี้ยังต้องการการพัฒนาต่อยอดไปสู่นวัตกรรมชุมชน หากนักวิจัยท่านใดที่อยากสานฝันของน้องๆติดต่อไปได้ที่ โรงเรียนดรุณดารณี อ.เมือง จ.สุโขทัย โทร. 055-611-1271