ชุมชนแห่งการเรียนรู้แบบ Constructionism

การก้าวไปสู่จุดมุ่งหมายขององค์กรจำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบที่เกื้อกูลกันระหว่าง วิสัยทัศน์ นโยบาย คน สภาพแวดล้อมในการทำงาน งบประมาณและความจำเป็นพื้นฐานที่สนับสนุน การปรับตัวเข้าสู่สภาพแวดล้อมใหม่ในสังคมที่ไร้พรมแดนและเต็มไปด้วยการแข่ง ขันนั้น เฟืองทุกตัวขององค์กรจะต้องหมุนไปในทิศทางเดียวกันและในจังหวะที่สอดรับกัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ทำให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเชื่อมั่นและมั่นคง ในองค์ประกอบข้างบนนั้น “คน” เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมายที่มีนัยสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อความสำเร็จ ของงานและองค์กร องค์กรแห่งการเรียนรู้จะเกิดเป็นจริงได้ก็จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยคือ “คน” เป็นแรงขับเคลื่อน
STKS ได้นำแนวทางของพุทธศาสตร์ การเรียนรู้สร้างสรรค์ด้วยภูมิปัญญา (Constructionism) และแนวคิดในการบริหารองค์กรด้วย The Fifth Disciplines ของ Prof. Peter Senge มาเป็นหลักในการปฏิบัติ อันประกอบด้วย
-
แนวคิดด้านพุทวิถี
-
การฝึกจิตและสมาธิ เพื่อความว่างที่จะเปิดรับ Mindset ใหม่และการปรับ Personal mastery
-
การเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ (Learning by Doing)
-
การนำอิทธิบาท 4 มาปรับใช้ในการทำงาน (System Thinking) ได้แก่ ทุกข์หรือโจทย์ปัญหาที่ต้องหาทางแก้ สมุทัย สาเหตุของปัญหา ที่มาของโจทย์ นิโรธ หรือ หนทางไปสู่การดับทุกข์ คือการวางแผนและยุทธศาสตร์เพื่อการแก้ปัญหา และมรรคหรือการเรียนรู้และปฏิบติตามแนวทางเพื่อไปสู่การแก้ปัญหาหรือทุกข์
-
Constructionism เป็นทฤษฎีการเรียนรู้ของ Prof. Seymour Papert จาก MIT ที่เชื่อในการเรียนรู้ด้วยภูมิปัญญา constructionist ไม่เชื่อในการสอน (teaching) แต่มองผู้สอนเป็นพี่เลี้ยงที่จะคอยป้อนโจทย์และเป็นเพื่อนคู่คิดที่เรียกว่า Facilitators การเรียนรู้โดยมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียน และเรียนรู้จากการลงมือทำ (Learning by Doing)นี้ จึงเป็นวิถัใหม่ที่จะนำมาปรับใช้กับการเรียนรู้ขององค์กรได้เป็นอย่างดี Constructionism มิ ได้ใช้ในแวดวงการศึกษาเท่านั้น แต่ได้ถูกนำมาใช้ในกระบวนการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาของชุมชน และถูกนำมาปรับใช้ในองค์กรภาคเอกชนหลายองค์กรอีกด้วย ตัวอย่างการนำแนวคิด Constructionism มาใช้ในประเทศไทย ได้แก่ โรงเรียนดรุณสิขาลัย โรงเรียนสันกำแพง โรงเรียนเทศบาล 4 นครลำปาง โรงเรียนบ้านสามขาและชุมชนบ้านสามขา อ.แม่ทะ จ.ลำปาง บริษัทปูนลำปางในเครือ SCG เป็นต้น
STKS ในฐานะเป็นหน่วยสำคัญหน่วยหนึ่งภายใต้ สวทช. ที่ ทำหน้าที่รวบรวมและให้บริการความรู้กับคนในองค์กรและนอกองค์กร ซึ่งการจะบรรลุเป้าประสงค์ดังกล่าวได้นั้นต้องเริ่มจากการเรียนรู้ภายในก่อน คือการทำให้ STKS เป้น Initiative Learning Organization และเป็นต้นแบบของการก้าวไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ของ สวทช.โดยรวมในอนาคต
3. The Fifth Disciplines เป็นหนังสือที่เขียนโดย Prof.Peter Senge จากมหาวิทยาลัย Haward ประกอบด้วยข้อปฏิบัติ 5 ประการ ได้แก่
-
Personal Mastery มี ความหมายว่า “อ่านตนออก บอกตนได้ ใช้ตนเป็น เห็นตนชัด พัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ” ซึ่งแท้ที่จริงแล้วหลักการในข้อนี้ไม่ได้แตกต่างจากแนวปฏิบัติเชิงพุทธในการ มองกลับสู่ตนเอง ให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของตน มีสติและสมาธิที่จะอยู่กับปัจจุบัน และปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างดีที่สุด
-
Mental Model รับ ฟังความเห็นที่แตกต่างของผู้อื่นด้วยความเข้าใจและใจเป็นสุข หลักการในข้อนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับองค์กร ที่ประกอบด้วยคนที่แตกต่างกันด้วยหน้าที่และความคิด ที่จะต้องเรียนรู้ในการเป็นผู้ฟังที่ดี เปรียบเสมือนน้ำที่ไม่เคยเต็มแก้ว เพื่อพร้อมที่จะรับฟังสิ่งใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ในการนำมาใช้พัฒนาองค์กร การเปิดรับคนอื่นได้ยังนำมาซึ่งการมีส่วนร่วมในความคิด มีความเป็นเจ้าของร่วม และนำมาซึ่งพลังในการร่วมกันทำงานหนึ่งงานใดด้วยความเต็มใจ (synergy)
-
Shared Vision การสร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมกันได้ จากจุดเริ่มต้นของ Personal Master คือการปรับตนเอง Mental Model การเปิดรับสู่โลกภายนอก จะนำมาสู่ Shared Vision คือ การพร้อมใจกันกำหนดเป้าหมายและยุทธศาสตร์ เพราะทุกคนมีความรู้สึกว่ามีส่วนร่วมกำหนดทิศทางขององค์กร มีความเป็นเจ้าของ มีกำลังใจที่จะปฏัติงานให้บรรลุเป้าหมาย
-
Team Building สามารถ เรียนรู้ในการทำงานร่วมกันอย่างเป็นพันธมิตร เมื่อกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกันแล้ว การทำงานเป็นทีมก็เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นเมื่อทุกคนรู้จักตนเอง รู้จักหน้าที่ และการใช้การประชุมอย่างสร้างสรร
-
Systems Thinking คิด เป็นระบบ ครบวงจร หลักการในข้อนี้เป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับองค์กร ที่จะต้อง “คิดใหญ่ ทำเล็ก” คือคิดให้ครบกระบวนการว่าสิ่งที่เราจะทำนั้นมันเกี่ยวเนื่องกับสิ่งอื่นใด บ้าง แต่เริ่มทำจากสิ่งที่เรารับผิดชอบและมีความถนัด ในส่วนอื่นอาจมีพันธมิตรที่มัความสามารถเฉพาะด้านมาเป็นผู้ร่วมดำเนินการจน ครบวงจร การเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆทำให้เราได้มีโอกาสได้เรียนรู้การทำงาน ข้อเด่น ข้อด้อยที่เกิดขึ้น และเป็นบทเรียนที่สำคัญในการปรับระบบการคิด การทำงาน ก่อนที่จะนำไปขยายผลในระยะต่อไป